หมวดหมู่: BLOG

35 COFFEE กาแฟหอมกลิ่นอายทะเลโอกินาว่า

35 COFFEE กาแฟหอมกลิ่นอายทะเลโอกินาว่า

ถ้าบอกว่าเราสามารถดื่มกาแฟและทะเลได้ในแก้วเดียวกัน และยังสามารถช่วยทะเลไปพร้อมๆ กันได้ในจิบเดียว หลายคนคงสงสัยว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร แต่ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ที่ 35 COFFEE!

35 COFFEE กาแฟของคนรักทะเล

okinawa sea coral

35 COFFEE เป็นร้านกาแฟที่มีจุดเริ่มต้นจากความรักในทะเลโอกินาว่า และความตั้งใจที่จะฟื้นฟูปะการังของโอกินาว่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม เพราะปัจจุบันปะการังในทะเลโอกินาว่านั้นหลงเหลืออยู่เพียง 10% ของปะการังที่เคยมีอยู่ในอดีตเท่านั้น และในฐานะร้านกาแฟบนเกาะเล็กๆ อย่างโอกินาว่า ทางร้านจึงเล็งเห็นว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงน่าจะไม่เหลือบ่ากว่าแรง

จากทะเลสู่ถ้วยกาแฟในมือ

เมล็ดกาแฟที่ 35 COFFEE ใช้นั้นเป็นเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีและผ่านการคั่วด้วยชิ้นส่วนซากปะการังฟอกขาวที่ตายแล้ว ใช่ค่ะ ที่นี่ใช้ซากปะการังฟอกขาวในการคั่ว ด้วยการย่างซากปะการังที่ความร้อน 200 องศาเซลเซียสก่อนนำเมล็ดกาแฟไปคั่ว ทำให้ได้รสชาติและกลิ่นที่นุ่มกว่ากาแฟคั่วบดทั่วไปที่จะมีความขมและรสเปรี้ยวฝาดแฝงอยู่ จากที่ได้ซื้อมาชงเอง ตัวผู้เขียนเสริมได้อีกอย่างว่านอกจากรสชาติที่นุ่มกว่ากาแฟปกติแล้ว ยังมีกลิ่นเกลือจากทะเลซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหอมไหม้ของเมล็ดกาแฟด้วย ดังนั้นแค่ดื่มก็นึกภาพทะเลโอกินาว่าได้ไม่ยากเลย! ซึ่งการนำซากปะการังมาคั่วนี่เองที่เป็นที่มาของชื่อ 35 COFFEE (35 อ่านได้ว่า “ซังโกะ” ที่พ้องเสียงกับคำว่าปะการัง (珊瑚) ในภาษาญี่ปุ่น)

 

จากกาแฟในมือสู่ปะการังในทะเล

เพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงสงสัยว่าการดื่มกาแฟที่คั่วด้วยปะการังจะช่วยปะการังได้ยังไง ช่วยได้ค่ะ เพราะ 35 COFFEE นำรายได้ 3.5% จากยอดขายกาแฟทั้งหมดไปเป็นงบปลูกปะการัง โดยมีการติดตามความคืบหน้าของโครงการอยู่เสมอ ดังนั้น ปะการังฟอกขาวในกาแฟทุกแก้วของเราที่ 35 COFFEE จะกลับไปเป็นน้องปะการังใหม่ในทะเลโอกินาว่าแน่นอน โดยเราสามารถติดตามเอาใจช่วยการฟื้นฟูปะการังได้ที่ Babysango Blog ของทางร้านได้

 

จะเป็นคนรักกาแฟก็ดีคนรักทะเลก็ดี สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูทะเลโอกินาว่าได้ง่ายๆ ด้วยกาแฟ 35 COFFEE โดยร้านสามารถหาได้ทั่วไปในเมืองนะฮะ จังหวัดโอกินาว่า หรือสามารถหาซื้อเมล็ดกาแฟกลับไปเป็นของฝากได้ตามร้านของฝากทั่วไปค่ะ        สล็อตเว็บตรง

เมื่อเนื้อเทียม (meat analogue) “สไตล์ญี่ปุ่น” กำลังจะบุกตลาดโลก!!!

เมื่อเนื้อเทียม (meat analogue) “สไตล์ญี่ปุ่น” กำลังจะบุกตลาดโลก!!!

ท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องเทรนด์อาหารทางเลือก อาหารแนวมังสวิรัติหรือเพื่อสุขภาพ คงเคยได้ยินคำว่า “เนื้อเทียม” (meat analogue) ซึ่งบางทีก็เรียกว่าเนื้อที่ทำจากพืช (plant-based meat) โดยมากทำจากถั่วเหลืองและอาจจะมีส่วนผสมอื่นๆ เช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ตามแต่ผู้ผลิตจะคิดค้น ซึ่งที่โด่งดังในสื่อทุกวันนี้ก็คือ Beyond Meat บริษัทสตาร์ทอัพของอเมริกา ที่ผลิตเนื้อสเต็ก เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก จากเนื้อเทียมออกขาย เล่นเอาบริษัทอาหารเจ้าใหญ่ๆ อย่างเนสท์เล่ยังต้องขอเกาะกระแสผลิตสินค้ามาขายแข่งบ้าง เพราะกระแสในโลกตะวันตกนั้น การละเว้นจากการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพื่อรักษ์สัตว์ รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นกำลังมาแรงจริงๆ แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่แค่ฝรั่งเท่านั้นที่มีผลิตภัณฑ์แบบนี้ อะไรที่ฝรั่งทำได้ ญี่ปุ่นก็ทำได้เช่นกัน และระดับญี่ปุ่นแล้วคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ต้องมีเอาเนื้อเทียม “สไตล์ญี่ปุ่น” ออกมาขายแน่นอน จะเป็นอย่างไรนั้น ตามมาอ่านกันเลยครับ

 

อันที่จริงในญี่ปุ่นนั้น บริษัทที่จับกระแสการตลาดเรื่อง “เนื้อเทียม” ที่ทำจากพีชได้ และคิดทำออกขายเลย ที่ต้องพูดถึงก็คือ Otsuka Foods เจ้าของแกงกะหรี่ซองยี่ห้อ Bon Curry นั่นเอง ซึ่งก็ได้เปิดตัวเนื้อเทียมที่ผลิตจากถั่วเหลือง “Zero Meat” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2018  และในเดือนมิถุนายน 2019 ก็ออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ “Zero Meat Hamburg Steak Type” และ “Zero Meat Sausage Type” ซึ่งโฆษณาว่า อร่อยเหมือนเนื้อสัตว์ กินแล้วมีสุขภาพดีเพราะเป็นถั่วเหลือง เอาเข้าเตาไมโครเวฟแล้วกินได้เลย ง่ายกว่า อร่อยและน่ารักกว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่ง กินแล้วได้อารมณ์ว่าเป็น “ช่วงเวลาแห่งความสุขและหรูหรา” ทั้งยังชูประเด็นว่าเนื้อเทียม “Zero Meat” ถูกพัฒนาเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้าน “สุขภาพ ประชากร และระบบนิเวศ” ทั้งเรื่องสมดุลของคุณค่าอาหาร ความต้องการโปรตีนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้แก่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมปศุสัตว์เองก็ก่อปัญหาการบริโภคธัญพืชและน้ำเป็นจำนวนมาก

 

“Zero Meat” ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Nutrition & Santé ในยุโรปและ Daiya Foods บริษัทอาหารทางเลือกจำพวกวีแกนชีส วีแกนโยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์อาหารกลูเตนฟรีในแคนาดา ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในเครือ Otsuka Pharmaceutical

อุปสงค์ที่มีต่อ “เนื้อเทียม” ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยทาง Otsuka Foods ได้กล่าวว่าขนาดของตลาดผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ ณ ปี 2019 อยู่ที่ประมาณ 150,000 ล้านเยนในสหรัฐอเมริกาและ 200,000 ล้านเยนในสหภาพยุโรป และตลาดในญี่ปุ่นเติบโตขึ้น 1.3 ถึง 1.7 เท่าต่อปี ตั้งแต่ปี 2016 และคาดว่าจะอยู่ที่ 25,400 ล้านเยน ในปี 2022

แล้วผู้บริโภคแบบไหนที่จะซื้อเนื้อเทียมที่ทำจากถั่วเหลือง? ผู้บริโภคในฝั่งยุโรปและอเมริกาจัดเป็นพวกกึ่งมังสวิรัติ ซึ่งบริโภคผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพเป็นบางครั้ง แต่ในญี่ปุ่นจากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคเกือบครึ่งเป็นพวกโลว์คาร์บ และ 3 ใน 10 คนของพวกโลว์คาร์บเป็นพวกชอบกินเนื้อสัตว์แต่ก็ต้องอดกลั้นความอยากเอาไว้ ฉะนั้นการทำตลาดจะต้องมุ่งเป้าไปที่คนอีก 7 ใน 10 คนที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนเนื้อสัตว์

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่รสชาติ (ว่าจะอร่อยเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ หรือไม่) แต่ทาง Otsuka Foods มั่นใจว่า ด้วยการทำ reverse engineering พวกเขาได้วิเคราะห์และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัส น้ำเนื้อ รสชาติ ได้แล้ว แม้แต่สัดส่วนของกรดไขมันจำพวกกรดปาล์มิติก กรดสเตียริก กรดโอเลอิก กรดไลโนเลอิก ก็ยังทำออกมาได้แทบจะเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ

นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม 2020 ทาง Otsuka Foods ยังได้ออกวางจำหน่าย “Zero Meat Hamburger” และ “Zero Meat Sausage Type” สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งเป็นการเดินรอยตามความสำเร็จในการตลาดของบริษัทในยุโรปอเมริกา ซึ่งทำการตลาดผ่านการส่งเสริมการขายตามร้านฟาสต์ฟู้ดได้ผลมาแล้ว ตัวอย่างเช่น Incredible Burger ของเนสท์เล่ยุโรป หรือ Impossible Whopper ของบริษัท Impossible Foods ร่วมกับ Burger King แม้แต่ Sizzler ประเทศไทยก็ยังเคยเอาเนื้อเทียมของ Beyond Meat มาเป็นเมนูแล้ว เช่น Beyond Steak With Pepper Sauce

 

นอกจาก Otsuka Foods แล้ว ยังมีสตาร์ตอัพหน้าใหม่ของญี่ปุ่นที่กระโดดเข้าสู่วงการนี้ นั่นก็คือบริษัท Next Meats ซึ่งมีข่าวเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า เพิ่งได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท Toyota Tsusho เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการจัดจำหน่ายเนื้อเทียมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดยที่มีฐานการผลิตอยู่แล้วในญี่ปุ่นและวางแผนเพิ่มฐานการผลิตในต่างประเทศด้วย ล่าสุดเมื่อช่วงใกล้สิ้นปีมีข่าวแล้วว่ากำลังจะเดินสายการผลิตที่เวียดนาม เรียกว่ากะให้แบรนด์ญี่ปุ่นตีตลาดโลกเลยทีเดียว

Next Burger เบอร์เกอร์ “เนื้อแห่งอนาคต” นี่หละที่จะมา “กอบกู้โลก” (เขาว่าอย่างนั้นนะครับ)

Next Meats ได้เปิดตัว “Next Burger” ที่ทำจากพืช และเนื้อเทียม “Next Yakiniku Series” เนื้อ “เทียม” สำหรับทำ “เนื้อย่าง” ครั้งแรกในโลก และยังมี “ข้าวหน้าเนื้อ” จากเนื้อเทียม “Next Gyudon” (นี่แหละอาหารเนื้อเทียม “สไตล์ญี่ปุ่น”) นอกจากการทำวิจัยโปรตีนพืชในด้านวิศวกรรมอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยและบริษัทร่วมทุนแล้ว ยังมีทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สาหร่ายขนาดเล็กและเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cultured meat) อีกด้วย

เนื้อย่างที่มิใช่เนื้อ แคมเปญนี้ Next Meats มา collab กับร้าน “ยากินิคุ ไลค์”
ข้าวหน้าเนื้อที่มิใช่เนื้อ (อีกแล้ว) Next Gyudon อย่างนี้ต้องลอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรือเนื้อเทียมเวอร์ชั่นญี่ปุ่น น่าสนใจใช่ไหมครับว่าทิศทางตลาดของสินค้าตัวนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปในระดับโลก อาจเป็นแค่อาหารทางเลือกทางเลือกหนึ่งก็ได้ หรืออาจก้าวมาเป็นกระแสหลักก็ได้ แล้วมันจะเป็นอย่างไร แนวทางวีแกนจะครองโลกหรือไม่ แล้วมันมีผลกระทบอะไรกับวัฒนธรรมอาหารหรือความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ หากมีโอกาสจะลองหาเรื่องราวเกี่ยวกับเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cultured meat) ของญี่ปุ่นมานำเสนอกับท่านผู้อ่านต่อไปนะครับ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. วิธีทำเครื่องดื่มป้องกันความเหนื่อยล้าจากอากาศร้อนและโรคลมแดดง่าย ๆ สไตล์ญี่ปุ่น
  2. สายเฮลตี้ควรซื้ออะไรเมื่อไปญี่ปุ่น? 6 สินค้าเพื่อสุขภาพ การันตีคุณภาพโดยบริษัทยาชั้นนำจากญี่ปุ่น
  3. เหล่าโปเกมอนสร้างจาก AI ที่อาจกลายเป็นตัวละครในอนาคต!
  4. รู้ไว้ใช่ว่า “ครีมสตูว์” เป็นเมนูอาหารสูตรออริจินัลของประเทศญี่ปุ่น!
ไขข้อสงสัย! คนญี่ปุ่นมีวิธีรับประทานของทอดไม่ให้อ้วนได้อย่างไร?

ไขข้อสงสัย! คนญี่ปุ่นมีวิธีรับประทานของทอดไม่ให้อ้วนได้อย่างไร?

ใช่ว่าอาหารญี่ปุ่นจะมีแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังมีเมนูของทอดอร่อยมากมาย เช่น หมูทอดทงคัตสึ หอยนางรมทอด ไก่ทอดคาราอาเกะ เทมปุระ และคร็อกเก้ต่างๆ การได้รับประทานอาหารทอดคือความสุขทางใจอย่างหนึ่ง แต่บางครั้งการรับประทานมากและบ่อยเกินไปก็อาจจะทำให้อ้วนและทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้ มารู้วิธีการรับประทานของทอดไม่ให้อ้วนตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่นกันนะคะ

รับประทานไปพร้อมกับอาหารชนิดอื่น

การรับประทานของทอดล้วนๆ เข้าไป จะทำให้ร่างกายรับไขมันจากของทอดไปสะสมในร่างกายได้อย่างเต็มที่ การรับประทานของทอดไปพร้อมกับเครื่องเคียงต่างๆ จะช่วยป้องการสะสมของไขมันในร่างกายได้ เครื่องเคียงที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานไปพร้อมกับของทอดได้แก่

-ผักต่างๆ สาหร่าย เห็ด และอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร อาหารเหล่านี้จะช่วยดูดซับเอาไขมันแล้วขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ ในญี่ปุ่นเวลาไปรับประทานเมนูอาหารทอดก็มักจะเห็นกะหล่ำปลีหั่นฝอยเสิร์ฟมาพร้อมกับหมูทอดหรือของทอดอื่นๆ ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่ากะหล่ำปลีหั่นฝอยมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยดูดซับเอาไขมันจากหมูทอดและขับออกจากร่างกายได้ดี

-ผักสด ผักดอง และหัวไชเท้าขูด ซึ่งมีเอนไซม์ที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน

-อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ ปลา ชีส เห็ดไมตาเกะ และเห็ดนางรมหลวง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเสริมการเผาผลาญของไขมันในร่างกายได้ดี

เลือกเวลาการรับประทานที่เหมาะสม

เวลาที่ดีที่สุดในการรับประทานอาหารประเภททอดเพื่อป้องกันไม่ให้อ้วนคือ การรับประทานตอนมื้อเที่ยงที่ร่างกายจะนำไปไขมันไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ การรับประทานอาหารประเภททอดเป็นมื้อเช้าจะสร้างภาระที่หนักให้กระเพาะและลำไส้ ส่วนการรับประทานมื้อเย็นจะทำให้ไขมันจากอาหารเหลือสะสมไว้ในร่างกาย หากอยากรับประทานของทอดเป็นมื้อเย็นก็ไม่ควรเกินเวลา 1 ทุ่ม และไม่ควรรับประทานอาหารประเภททอดหลังจาก 4 ทุ่ม เพราะโดยปกติหลังจากเวลานี้ ร่างกายคนเราจะตั้งนาฬิกาชีวภาพผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ บีมอล 1 (BMAL1) ออกมาสูง โปรตีนชนิดนี้จะกระตุ้นการดูดซึมและสะสมไขมันในร่างกายได้ดี แต่หากจำเป็นต้องรับประทานอาหารดึกก็ให้ลดปริมาณแป้งลง และวันถัดไปก็ให้รับประทานอาหารเบาๆ กับผักเพื่อลดการรับพลังงานและไขมันเข้าสู่ร่างกาย

รับประทานอาหารที่ทอดเสร็จใหม่ๆ

 

อาหารที่ทอดและทิ้งไว้นานจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ำมันตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจจะก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ อีกหนึ่งวิธีการรับประทานอาหารทอดให้ดีต่อสุขภาพคือ รับประทานหลังจากทอดเสร็จใหม่ๆ อีกทั้งควรใช้น้ำมันทอดที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ยาก เช่น น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนล่า เป็นต้น นอกจากนี้ก็อาจจะเปลี่ยนวิธีทอดโดยลดปริมาณน้ำมันหรือใช้วิธีการนำมาอบด้วยน้ำมันเล็กน้อยแทน

การลดและควบคุมน้ำหนักไม่จำเป็นต้องเลิกรับประทานอาหารที่ชอบ เพียงแค่ลดปริมาณและเปลี่ยนวิธีการรับประทาน ก็ไม่ทำให้เราอ้วนได้ง่าย ลองนำวิธีการแบบคนญี่ปุ่นไปใช้ดูนะคะ  UFABET เว็บตรง

ชวนทำความรู้จักร้าน DomDom แฟรนไชส์เบอร์เกอร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

ชวนทำความรู้จักร้าน DomDom แฟรนไชส์เบอร์เกอร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับคนการทานเบอร์เกอร์ เมื่อพูดถึงร้านเบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่น ทุกคนก็คงจะนึกถึงร้าน MOS Burger กันเป็นอันดับแรกใช่ไหมละคะ? แต่รู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วในญี่ปุ่นมีร้านแฟรนไชส์เบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่เก่าแก่ยิ่งกว่า McDonald’s Japan เสียอีก ร้านเบอร์เกอร์ที่เราอยากจะแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จักกันในครั้งนี้ก็คือ ร้านเบอร์เกอร์แบบแฟรนไชส์แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อร้านว่า DomDom (ドムドムハンバーガー)

 

ร้าน DomDom ถือเป็นร้านเบอร์เกอร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น หากไม่รวมร้าน A&W ที่โอกินาว่าซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ภายในการปกครองของสหรัฐอเมริกา ร้าน DomDom เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1970 ที่เมืองมาจิดะ ชานกรุงโตเกียว ภายใต้การบริหารของผู้ก่อตั้งบริษัท Daiei ซึ่งเป็นบริษัทซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่ร้าน McDonald’s จะเปิดให้บริการเป็นสาขาแรกในประเทศญี่ปุ่นเพียง 1 ปีเท่านั้น โดยคอนเซ็ปต์ของเบอร์เกอร์จากร้าน DomDom ก็คือ “สินค้าที่ดี ในราคาที่ถูกยิ่งขึ้น”

 

ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ วัฒนธรรมการทานเบอร์เกอร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ทำให้ทางร้านต้องมีเมนูฟาสต์ฟู้ดที่ถูกใจคนญี่ปุ่นอย่างยากิโซบะและสปาเก็ตตี้วางจำหน่ายด้วย พร้อมกับดีไซน์มาสคอตประจำร้านให้เป็นรูปช้างเพื่อเอาใจเด็ก ๆ ญี่ปุ่น ด้วยราคาที่จับต้องได้ไม่แพงเกินไป และเมนูสไตล์ญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง เบอร์เกอร์โอโคโนมิยากิ ทำให้ร้านเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยในยุคนั้น DomDom จะเปิดสาขาไปพร้อมกันกับซุปเปอร์มาร์เก็ต Daiei ทำให้ยิ่ง Daiei มีสาขาเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีสาขาของร้าน DomDom เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น จนในช่วงกลางยุค 1990 ก็มีสาขามากถึงกว่า 3-400 สาขาทั่วญี่ปุ่นเลยทีเดียว แต่หลังจากที่สถานะทางการเงินและผลประกอบการของซุปเปอร์มาร์เก็ตเริ่มถดถอย จนมีการปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร้าน DomDom ได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากการเข้ามาของแบรนด์ต่างชาติที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ในปัจจุบัน DomDom เหลือสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นเพียง 27 สาขาเท่านั้น

 

 

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเบอร์เกอร์ของ DomDom กำลังกลับมาได้รับความสนใจจากคนรักเบอร์เกอร์อีกครั้ง ด้วยการออกเมนูที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ปรับเอาวัตถุดิบตามฤดูกาลและวัตถุดิบหลักในเมนูอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมมาผสมผสานให้เข้ากับเบอร์เกอร์ได้เป็นอย่างดี แถมมีหน้าตาน่าทานดึงดูดใจจนเป็นที่ถูกไลค์ถูกแชร์อย่างมากบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูพิเศษลิมิเต็ดประจำฤดูกาลหรือประจำสาขา เช่น เมนูเบอร์เกอร์ที่มีไส้เป็นปูนิ่มทั้งตัว หรือเป็นปลาทอดทั้งตัว เป็นต้น และแน่นอนว่ายังคงคอนเซ็ปต์เป็นร้านเบอร์เกอร์ที่อร่อย ได้คุณภาพในราคาที่ไม่แพงเหมือนอย่างเช่นในอดีต

 

สำหรับคนรักเบอร์เกอร์คนไหนที่อยากลองทานเบอร์เกอร์จากร้านที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอย่าง DomDom นั้น ตอนนี้ก็อาจจะยังหาทานกันได้ยากสักนิดนึงนะคะ เพราะว่ามีสาขาอยู่ทั่วประเทศไม่ค่อยมาก และส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคคินคิ แต่เชื่อว่าหลังจากการปรับภาพลักษณ์และกระแสที่กำลังมาแรงในโลกโซเชียล เราอาจจะได้มีโอกาสทานเบอร์เกอร์จากร้าน DomDom กันได้ง่ายขึ้นแน่ ๆ เลยละค่ะ            UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. จัดอันดับ เมนู Mos Burger ที่ถูกปากถูกใจคนญี่ปุ่นที่สุด
  2. 5 ร้านอาหารบรรยากาศดีมีข้าวเสิร์ฟ สำหรับคู่รักสายทานข้าว
  3. เต็มอิ่มกับเนื้อวัวโกเบในฝัน ที่ร้าน Niku no Yamaki
  4. เข้าร่วมเลือกตั้งเซ็มบัตสึ Genshiyaki Pose! 2020 รับปลาย่างฮอกไกโดตัวละ 20 บาท!
พลาดไม่ได้! 4 ขนมญี่ปุ่นยอดนิยมในโตเกียวที่นักชิมแนะนำ

พลาดไม่ได้! 4 ขนมญี่ปุ่นยอดนิยมในโตเกียวที่นักชิมแนะนำ

มีร้านขนมญี่ปุ่นมากมายที่ตั้งอยู่ในโตเกียว ขนมที่ขายส่วนใหญ่คือขนมญี่ปุ่นที่หลายคนรู้จักกันดี เช่น โดรายากิ โมนากะ หรือมาเมะไดฟุกุ ซึ่งเป็นที่นิยมของคนทุกวัย บทความนี้เราจะมาแนะนำขนมญี่ปุ่นที่หลายคนรู้จักกันดี ผ่านการคัดสรรว่ามาจากร้านขนมญี่ปุ่นในโตเกียวที่แสนอร่อย จะซื้อรับประทานเองหรือว่าจะซื้อเป็นของฝากก็ดีทั้งนั้นเลย

<สถานีนิฮงบาชิ> โดรายากิ ร้านอุซากิยะ

 

ร้านอุซางิยะ ก่อตั้งขึ้นในสถานีอุเอะโนะ ปี 1913 และที่สาขาสถานีนิฮงบาชิ เปิดในปี 1948 โดยลูกชายของผู้ก่อตั้ง คุณคิซะคุ ทานิงุจิ

ขนมที่ได้รับความนิยมของพวกเขาคือ โดรายากิ โดยตัวแป้งมีผิวสีน้ำตาลสวยกำลังดี อัดแน่นไปด้วยไส้ถั่วแดงมากมาย เนื้อสัมผัสนุ่มนวล รสชาติอ่อนโยนจากไข่และกลิ่นของน้ำผึ้งกระจายไปทั่ว ผสมผสานกับเต้าเจี้ยวที่เข้มข้นและชุ่มฉ่ำได้อย่างลงตัว โดรายากิที่ร้านสามารถซื้อแบบถุง 2 หรือ 3 อัน หรือจะเป็นแบบกล่องก็ได้ หากอยากกินให้อร่อยที่สุดควรกินให้หมดภายในสองวันนับจากทำเสร็จใหม่ๆ เหมาะสำหรับซื้อไปเป็นของฝากให้คนที่รักการกินขนมญี่ปุ่น

ต่อให้เป็นวันธรรมดาก็อาจจะขายหมดตั้งแต่เที่ยงวัน หากใครไม่อยากพลาดความอร่อยหรือไม่อยากไปเสียเที่ยวแนะนำให้โทรสั่งจองจะดีกว่า

โดรายากิ ชิ้นละ 230 เยน (รวมภาษี)
อุซากิยะ ชูโอโดริ 1-3-8 Nihonbashi, Chuo-ku, Tokyo
โทรศัพท์: 03-3271-9880
เวลาทำการ: 9:30-18:00 น.
ปิดทำการ: วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

<มหาวิทยาลัยมหานครโตเกียว> ยะคุโมะโมจิ ร้านโอคาชิโดะโคะโระ จิโมโตะ

 

ถัดมาขอแนะนำ ยะคุโมะโมจิ จากร้านโอคาชิโดะโคะโระ จิโมโตะ ร้านตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยโตเกียว นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2508 (โชวะ 40) ก็กลายเป็นขนมที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของผู้คนมากมาย

ยาคุโมะโมจิเป็นส่วนผสมระหว่างรสน้ำตาลทรายแดงที่นวดด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์บด เนื้อสัมผัสเป็นเมอแรงค์จึงมีความนุ่มและละลายในปาก กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยิ่งช่วยตอกย้ำความอร่อยไม่รู้เบื่อ แต่ละชิ้นจะห่อด้วยหนังไม้ไผ่ทำให้ได้กลิ่นและสเน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร

ยาคุโมะโมจิสามารถเก็บรักษาความอร่อยได้ถึง 5 วัน หากซื้อรับประทานเองก็คงรู้สึกเพลิดเพลิน หรือหากซื้อเป็นของฝากด้วยแพ็กเกจที่เป็นเอกลักษณ์ถูกใจผู้รับอย่างแน่นอนค่ะ

ยาคุโมะโมจิ ชิ้นละ 216 เยน (รวมภาษี) / กล่องไม้ไผ่ กล่องละ 2,201 เยน (รวมภาษี)
ร้านโอคาชิโดะโคะโระ จิโมโตะ 1-4-6 Yakumo, Meguro-ku, Tokyo
โทร: 03-3718-4643
เวลาทำการ: 10:00-16:00 น.
วันหยุดประจำ: วันพุธ, วันพฤหัสบดี *อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์
https://chimoto-yagumomochi.com/

<สถานีจิมโบโช> มัตสึบะโมนากะ ร้านโอคาชิโดโคโระซาซามะ

 

ร้านโอคาชิโดโคโระซาซามะ ก่อตั้งขึ้นในปี 1929 (โชวะที่ 4) เริ่มจากการเป็นร้านเบเกอรี่ในคันดะ โอกาวะมาจิ จากนั้นจึงย้ายไปที่ซูรูกาดาอิชิตะ ซึ่งปัจจุบันเป็นร้านขายขนมญี่ปุ่นเฉพาะทาง ทางร้านจะขายทั้งขนมญี่ปุ่นที่ทานในพิธีชงชาและขนมฮิงาชิ (干菓子 เป็นขนมญี่ปุ่นที่มีลักษณะแห้ง ใช้น้ำน้อย เก็บได้นาน) ที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน สร้างทั้งเอกลักษณ์และเสน่ห์ให้ร้าน นับเป็นอีกร้านที่มีชื่อเสียงอย่างมาก

มัตสึบะโมนากะ เราขอแนะนำให้ซื้อเป็นของฝาก เนื่องจากสามารถเก็บรักษาความอร่อยได้ 5 วัน ขนมโมนากะมีลัษณะค่อนข้างเล็ก รับประทานง่ายจึงถูกใจคนทุกวัยอย่างแน่นอน แผ่นเวเฟอร์โมนากะมีกลิ่นหอม ผสมกับถั่วกวนที่ทำมาจากถั่วอะซูกิ จากจังหวัดฮอกไกโด ถั่วกวนมีรสชาติหวาน นุ่ม สดชื่น บรรจุในกล่องลวดลายหรูหรา เหมาะเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญต่างๆ

มัตสึบะ โมนากะ ชิ้นละ 140 เยน (รวมภาษี)
ร้านโอคาชิโดโคโระซาซามะ 1-23 Kanda Jimbocho, Chiyoda, Tokyo
โทร: 03-3294-0978
เวลาทำการ: 9:30-18:00 น.
ปิดทำการ: วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
http://www.sasama.co.jp/

<ฮาราจูกุ> มาเมะไดฟุกุ ร้านมิซุโฮะ

 

 

ร้านมิซุโฮะตั้งอยู่ในตรอกของถนนโอโมะเตะซันโดะ มาเมะไดฟุกุ (หรือไดฟุกุถั่ว) นี้ทำขายมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1981 (โชวะที่ 56) ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสามมาเมะไดฟุกุที่มีชื่อเสียงของโตเกียว

ขนมที่ขายในร้านมิซุโฮะมีแค่มาเมะไดฟุกุนี้เท่านั้น เป็นขนมที่มีความพิถีพิถันทำด้วยมือ สดใหม่ทุกวัน แป้งโมจิที่เหนียวนุ่มปานกลางแต่นุ่ม ความเค็มจางๆ ของถั่วลันเตาและถั่วกวนที่บดละเอียดเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เมื่อของหมดทางร้านจะปิดทันที จึงควรรีบไปซื้อตั้งแต่ร้านเปิด      UFABET เว็บตรง

หากจะซื้อไปเป็นของฝากขอแนะนำกล่องบรรจุขนาด 6 ชิ้นขึ้นไป กระดาษห่อมีรูปวาดคนทุบโมจิที่ให้บรรยากาศของความเป็นญี่ปุ่นเก่าแก่ ภาพมาเมะไดฟุกุที่ห่อด้วยพลาสติกแต่ละชิ้นๆ เขียนด้วยอักษรพู่กันญี่ปุ่นเรียงอัดแน่นกันอยู่ในกล่องนั้นมีเสน่ห์มาก หากอยากกินให้อร่อยต้องกินให้หมดภายในวันที่แกะห่อเลย แม้จะมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น แต่ก็ยังมีผู้ที่อยากลิ้มรสมาเมะไดฟุกุแบบญี่ปุ่นแท้ๆ จำนวนมากยินดีจ่ายเงินซื้อมากิน

ไดฟุกุถั่ว (มาเมะไดฟุกุ) ชิ้นละ 249 เยน (รวมภาษี)
มิซุโฮะ 6-8-7 Jingumae, Shibuya-ku, Tokyo
โทรศัพท์: 03-3400-5483
เวลาทำการ: 9:00~ (จนกว่าของจะหมด)
ปิดทำการ: วันจันทร์และวันอาทิตย์

พลาดไม่ได้สักเมนูเลยนะคะ กับขนมญี่ปุ่นสุดคลาสสิกที่ได้แนะนำในครั้งนี้ เป็นขนมญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากคนทุกวัย ไม่เพียงแต่อร่อยเท่านั้น แต่ทั้งหมดมาในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม และเป็นสินค้าคุณภาพที่หากเราได้รับประทานก็คงอยากส่งมอบให้กับคนที่เรารักในโอกาสสำคัญต่างๆ ยังไงก็หาโอกาสไปรับประทานกันดูนะคะ

ซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปกับออนเซ็นขึ้นชื่อในจังหวัดกุนมะ

ซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปกับออนเซ็นขึ้นชื่อในจังหวัดกุนมะ

ถ้าพูดถึงประเทศญี่ปุ่น หลาย ๆ คนคงรู้จักหรือเคยได้ยินแต่ชื่อจังหวัดดัง ๆ เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต แต่จะมีใครรู้บ้างว่ายังมีอีกจังหวัดที่น่าไปเที่ยวไม่แพ้กันเลย นั่นคือ จังหวัดกุนมะนั่นเอง จังหวัดกุนมะตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น จากโตเกียวสามารถเดินทางไปได้ง่าย ๆ ด้วยชินกันเซ็นโดยใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น จังหวัดกุนมะจึงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้เดินทางที่ไปเที่ยวโตเกียว

จังหวัดกุนมะเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำพุร้อนหรือออนเซ็นมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น ด้วยความที่จังหวัดนี้มีออนเซ็นมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้ถูกเรียกว่าเป็น “ออนเซ็น ไดโกกุ (温泉大国)” ที่แปลตรงตัวได้ว่า “ประเทศมหาอำนาจแห่งออนเซ็น” ในบรรดาออนเซ็นน้อยใหญ่ทั้งหลายของจังหวัดกุนมะ มีออนเซ็นอยู่ 4 แห่งที่มีชื่อเสียงมากขนาดที่ว่าถ้าไม่ได้ไปเยือนออนเซ็นเหล่านี้ก็ถือว่าไปไม่ถึงจังหวัดกุนมะ ว่าแล้วเรามาทำความรู้จักกับออนเซ็นทั้ง 4 แห่งนี้กันเลยดีกว่า

คุซัทสึ ออนเซ็น (草津温泉)

คุซัทสึ ออนเซ็น เป็น 1 ใน 3 ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น (อีก 2 แห่งได้แก่ อาริมะ ออนเซ็น ที่จังหวัดเฮียวโกะ และเกโระ ออนเซ็น จังหวัดกิฟุ) ทั้งยังเป็นออนเซ็นที่ได้อันดับ 1 ในการจัดอันดับรวมออนเซ็น 100 แห่งของญี่ปุ่นติดต่อกัน 16 ปีซ้อน โดยมี “ยุบาทาเคะ” น้ำพุร้อนผุดขึ้นและไหลตามรางน้ำไปยังบ่อออนเซ็น เป็นจุดชมน้ำพุร้อนที่เลื่องชื่อ

“ยุโมมิ” การคนน้ำออนเซ็นด้วยไม้แผ่นขนาดยาวเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำ เป็นวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่สมัยเอโดะ

คุซัทสึ ออนเซ็น เป็นออนเซ็นที่มีน้ำแร่พุ่งออกมาโดยธรรมชาติมากที่สุดในญี่ปุ่นในปริมาณ 32,300 ลิตรต่อนาที น้ำมีความเป็นกรด จึงมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ มีประสิทธิภาพช่วยรักษาอาการทั่วไป, บาดแผล, โรคผิวหนังเรื้อรัง, โรคแผนสตรีเวชเรื้อรัง และหลอดเลือดแดงแข็งตัว เป็นต้น เพื่อน ๆ สามารถมาแช่ออนเซ็นพร้อมดื่มด่ำกับวัฒนธรรมและบรรยากาศสไตล์เอโดะของญี่ปุ่นได้ที่นี่

เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ): kusatsu-onsen.ne.jp

อิคาโฮะ ออนเซ็น (伊香保温泉)

อิคาโฮะ ออนเซ็น เป็นแหล่งออนเซ็นอยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร ว่ากันว่าถูกค้นพบครั้งแรกจากการปะทุของภูเขาไฟฮารุนะเมื่อราว ๆ 1,900 ปีก่อน จึงเป็นออนเซ็นที่มีประวัติยาวนานมาก ที่นี่เพื่อน ๆ สามารถเพลิดเพลินไปกับน้ำพุร้อน 2 ชนิดคือ “โคงาเนะโนะยุ” ที่มีสีน้ำตาลแดง และ “ซิโรงาเนะโนะยุ” ที่มีสีสีขาวใส อันเป็นลักษณะเด่นของอิคาโฮะ ออนเซ็นแห่งนี้ที่ไม่มีที่ไหนเหมือน น้ำเป็นน้ำพุร้อนเกลือซัลเฟต มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการทั่วไป, บาดแผล, แผลไฟไหม้, โรคผิวหนังเรื้อรัง, หลอดเลือดแดงแข็งตัว ฯลฯ

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของอิคาโฮะ ออนเซ็นคือ บันไดหิน 365 ขั้น ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินทอดน่องและเพลิดเพลินกับร้านค้าสองข้างทางได้ในบรรยากาศสบาย ๆ สำหรับเหตุผลที่ทำบันได 365 ขั้นก็เพื่อให้อิคาโฮะ ออนเซ็นรุ่งเรืองมั่งคั่งตลอดปีทั้ง 365 วันนั่นเอง นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นต้นกำเนิดของขนมออนเซ็นมันจู (ขนมมันจูที่นึ่งโดยใช้ไอความร้อนของน้ำพุร้อน) ใครชอบทานออนเซ็นมันจูห้ามพลาดเด็ดขาดเลย

เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ): ikaho-kankou.com

ย่านมินาคามิ ออนเซ็น (水上温泉郷)

ย่านมินาคามิ ออนเซ็น เป็นย่านที่รวมออนเซ็นทั้งหมด 9 แห่งด้วยกัน ตั้งอยู่บนฝั่งลำธารภูเขาซึ่งน้ำไหลลงมาจากเทือกเขาทานิงาวะ น้ำพุร้อนของที่นี่เป็นน้ำเกลือซัลเฟตสีใส มีประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผล, แผลไฟไหม้, โรคผิวหนังเรื้อรัง และหลอดเลือดแดงแข็งตัว เป็นต้น เพื่อน ๆ สามารถนั่งแช่ออนเซ็นและชมวิวอันงดงามตระการตาของหุบเขาอันเป็นที่โปรดปรานของนักประพันธ์ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงหลายคน ทั้งอะคิโกะ โยซาโนะ, โอซามุ ดาไซ, ฮาคุชู คิตะฮาระ ฯลฯ

หากมาที่นี่เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟ SL มินาคามิ “D-51” หรือ “C-61” ซึ่งเป็นรถจักรไอน้ำที่วิ่งระหว่างสถานีมินาคามิ-สถานีทาคาซากิ เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศอันรื่นรมย์ของหุบเขา ลำธาร และป่าไม้ธรรมชาติอันกว้างใหญ่ สำหรับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติและรถไฟโบราณแล้ว นี่ก็ถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่หาจากที่อื่นไม่ได้ง่าย ๆ

เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ): enjoy-minakami.com

ชิมะ ออนเซ็น (四万温泉)

ชิมะออนเซ็น เป็นออนเซ็นเงียบสงบที่ว่ากันว่าสามารถรักษาโรคได้ถึง 40,000 โรค ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ชิมะ” ที่แปลว่า “สี่หมื่น” นั่นเอง น้ำออนเซ็นเป็นน้ำคลอไรด์ มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลำไส้และกระเพาะอาหาร โรคปวดประสาท และโรคผิวหนังได้ดี

ไฮไลท์ของที่นี่คือ เซกิเซ็นกัน อาคารหลักหลังใหญ่ที่เป็นทั้งทรัพย์สินสำคัญทางวัฒนธรรมของจังหวัดและเรียวกังที่มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปี อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของเรียวกังออนเซ็นที่ปรากฏในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Spirited Away ของสตูดิโอจิบลิอีกด้วย ในเวลากลางคืนอาคารหลังนี้จะเปิดไฟสีเหลืองทองสว่างไสวราวกับฉากที่เห็นในภาพยนตร์เลยทีเดียว

ถนนหนทางรอบ ๆ ชิมะออนเซ็นแห่งนี้ร่มรื่นและมีกลิ่นอายของเมืองเก่า ด้วยความที่มีนักท่องเที่ยวไม่มากและไม่มีแหล่งบันเทิงใด ๆ ทำให้ที่นี่เป็นจุดมุ่งหมายของผู้ที่รักความสงบและความเป็นส่วนตัว รวมถึงผู้ที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และแม่น้ำลำธาร

เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ): nakanojo-kanko.jp

วิธีการแช่ออนเซ็นที่ถูกต้องตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น

1. ดื่มน้ำก่อนและหลังแช่ออนเซ็น

 

เวลาที่แช่ออนเซ็นเราอาจไม่รู้สึกตัวว่าเหงื่อออก แต่ความจริงแล้วการแช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 41°C เป็นเวลา 30 นาที จะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาประมาณ 800 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายขาดน้ำได้ การดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มชดเชยน้ำและแร่ธาตุ เช่น โพคารี่สเวท ทั้งก่อนและหลังแช่ออนเซ็นจึงเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ โดยควรดื่มก่อนลงแช่ประมาณ 15-30 นาที ซึ่งตามออนเซ็นและเรียวกังส่วนมากก็จะมีเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้

2. อาบน้ำก่อนแช่ออนเซ็น

การอาบน้ำไม่เพียงแต่เป็นมารยาทที่ดีในการขจัดสิ่งสกปรกบนร่างกายก่อนแช่ออนเซ็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับอุณหภูมิของร่างกายให้พร้อมแช่น้ำร้อนด้วย

3. แช่ออนเซ็นให้ถูกวิธี

เริ่มจากการจุ่มเท้าก่อน จากนั้นลงแช่ครึ่งตัว แล้วจึงแช่เต็มตัวตามลำดับเพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับอุณหภูมิ ออนเซ็นหลายแห่งจะมีบ่อน้ำเย็นและน้ำร้อนให้แช่สลับไปมาเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้ร้อนจนเกินไป แนะนำให้แช่น้ำร้อน 3 นาที แล้วเปลี่ยนไปแช่น้ำเย็น 1 นาที สลับไปมา 5 ครั้ง และระวังไม่นั่งแช่ในน้ำร้อนนานเกินไปโดยที่ไม่ขึ้นจากบ่อเลย

4. วางผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นไว้บนศีรษะ

ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ได้มาตอนเช้าออนเซ็นให้ชุบน้ำเย็นแล้วพับวางไว้บนศีรษะ (ห้ามเอาจุ่มในบ่อออนเซ็นเด็ดขาด) เพื่อให้ศีรษะเย็นลงและป้องกันไม่ให้เลือดไหลขึ้นศีรษะจากการแช่น้ำร้อนโดยเฉพาะเมื่อแช่ออนเซ็นกลางแจ้งหรือกลางฤดูร้อน

5. ขึ้นจากออนเซ็นโดยไม่ต้องอาบน้ำ

ในน้ำออนเซ็นมีส่วนประกอบของแร่ธาตุที่ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและผุดผ่อง ถ้าเราอาบน้ำหลังแช่ออนเซ็นจะทำให้น้ำออนเซ็นที่เคลือบผิวหลุดออกไป ดังนั้นถ้าอยากให้ผิวสวยก็ไม่ต้องอาบน้ำ ขึ้นจากบ่อเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนชุดได้เลย (ยกเว้นออนเซ็นบางประเภท เช่น ออนเซ็นที่น้ำมีความเป็นกรด)

เป็นยังไงบ้างกับออนเซ็นท็อป 4 ของจังหวัดกุนมะ? น่าไปหมดทุกที่เลยเนอะ น้ำออนเซ็นแต่ละแห่งก็มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการรักษาที่แตกต่างกันไป เท่านั้นไม่พอยังมีเสน่ห์ประจำแต่ละท้องที่ที่ไม่เหมือนกันอีกต่างหาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งหมดนี้อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ถ้าได้จัดทริปและเลือกออนเซ็นตามความชอบและประเภทของน้ำพุร้อนที่เหมาะกับตัวเองก็คงจะสนุกไม่เบา เพื่อน ๆ ถ้ามีโอกาสก็ลองจัดทริปไปแช่ออนเซ็นที่จังหวัดกุนมะดูนะ แล้วอย่าลืมกลับมาเล่าให้ฟังด้วยว่าฟินแค่ไหน    UFABET เว็บตรง

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ยามากุจิ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ยามากุจิ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

มีใครรู้จักจังหวัดยามากุจิกันบ้างมั้ยเอ่ย? วันนี้ ANNGLE จะพาเพื่อน ๆ มาทำความรู้จักกับจังหวัดแห่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์กันนะคะ จังหวัดยามากุจิตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชู ล้อมรอบไปด้วยทะเลญี่ปุ่นและทะเลเซโตะ จึงมีอากาศที่อบอุ่น ธรรมชาติที่สวยงาม และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารทะเล นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่งให้เพื่อน ๆ ได้ไปเยือนกัน ถ้างั้นเรามาทำความรู้จักกับจังหวัดยามากุจิกันเลย!

1. ศาลเจ้าโมโตโนะซุมิอินาริ (元乃隅稲成神社)

เห็นเสาโทริอิเรียงรายมากมายขนาดนี้เพื่อน ๆ อย่าเผลอคิดว่าอยู่เกียวโตกันนะคะ จริง ๆ แล้วศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองนากาโตะ จังหวัดยามากุจิ ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่สถิตของดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกแยกออกมาจากศาลเจ้าไทโคดะนิอินาริ ที่จังหวัดชิมาเนะ เมื่อประมาณ 60 ปีก่อน ตามตำนานว่ากันว่ามีเทพเจ้าแปลงกายเป็นสุนัขจิ้งจอกสีขาวไปเข้าฝันชาวประมงคนหนึ่งเพื่อบอกให้สร้างศาลเจ้าขึ้นที่บริเวณนี้

จุดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากเสาโทริอิประมาณ 123 ต้น ที่เรียงรายทอดยาวจากบนหน้าผาไปถึงทะเลกว่า 100 เมตรจนเกิดเป็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ชาวบ้านที่นี่และนักท่องเที่ยวนิยมมาเดินลอดเสาโทริอิเพื่อขอพร ขอให้จับปลาได้ดี ขอให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจการค้า ขอให้เดินทางปลอดภัย เชื่อกันว่าเทพเจ้าสามารถช่วยให้คำขอพรต่าง ๆ เป็นจริงได้รวมถึงการขอพรให้เจอเนื้อคู่และขอให้มีลูกด้วยนะ

สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังที่แห่งนี้เกิดความแปลกใจมากก็คือ กล่องทำบุญของศาลเจ้าแห่งนี้เป็นกล่องไม้ที่วางไว้บนยอดเสาแดงที่ตั้งอยู่หน้าศาลเจ้า ให้ผู้ที่มาเยือนได้โยนเหรียญเข้ากล่องก่อนที่จะขอพรอธิษฐาน สงสัยจะต้องฝึกโยนเหรียญให้แม่น ๆ ก่อนจะไปขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ซะแล้ว      UFABET เว็บตรง

เวลาเปิด – ปิด : เปิดถึงพระอาทิตย์ตกดิน
การเดินทาง : จากสถานี Shin-Yamaguchi ขึ้นรถไฟสาย JR Sanyo มาลงที่สถานี Asa และต่อรถไฟสาย JR Mine มาลงที่ Nagatoshi และต่อรถไฟสาย JR San-in มายังสถานี Nagato Furuichi รวมใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง หลังจากนั้น และขึ้นรถแท้กซี่มาที่ศาลเจ้าอีก 20 นาที

2. วัดรุริโคจิ (瑠璃光寺)

วัดพุทธแห่งนี้ชื่อเสียงโด่งดัง มีเจดีย์ 5 ชั้นสูงถึง 31.2 เมตร เป็นสมบัติของชาติอันเป็นจุดเด่นและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดซึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1442 โดยมีสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นผสมผสานกับสถาปัตยกรรมของจีนอย่างสวยงาม ถือเป็นเจดีย์ 5 ชั้นที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่และยอดเยี่ยมมากจนติดอันดับ 1 ใน 3 เจดีย์ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น บริเวณวัดยังมีต้นเมเปิ้ลและเชอรี่ที่ออกดอกสะพรั่งงดงามสุด ๆ ถ้าไปช่วงหิมะตกก็จะเจอกับความงามอีกรูปแบบหนึ่งที่หลังคาของเจดีย์จะปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนรวมถึงต้นไม้ต้นเล็กต้นใหญ่ด้วย

เวลาเปิด – ปิด : 07.00 น.​- 22.00 น.
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Shin Yamaguchi นั้งรถบัสมาลงที่ป้าย Kenchou Mae ประมาณ 30 นาที และเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที

3. สะพานซึโนชิมะ (角島大橋)

อยู่ที่เกาะซึโนะชิมะ เมืองชิโมโนะเซกิ เป็นสถานที่วิวสวยจนได้เป็นอันดับที่ 1 ในญี่ปุ่น และอันดับ 3 ของโลกใน “สถานที่วิวสวยที่ต้องมาให้ได้ก่อนตาย!” เพื่อน ๆ สามารถชมความสวยงามของทะเลมรกตได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของสะพาน และด้วยความยาว 1,780 เมตร จึงเป็นสะพานที่ยาวเป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่นเลยนะ

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Kotoi โดยรถไฟสาย Sanin และนั่งรถบัสประมาณ 15 นาที

4. ศาลเจ้าโฮฟุเท็มมังงู (防府天満宮)

เท็มมังงู คือศาลเจ้าที่มีความเกี่ยวข้องกับ สุกาวาระโนะ มิจิซาเนะ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า “เทนจินซามะ” หรือ “เทจจินซัง” ที่เป็นขุนนางเมื่อศตวรรษที่ 9 นอกจากจะมีพรสวรรค์โดดเด่นทางการเมืองการปกครองแล้ว ยังเป็นนักวิชาการที่รอบรู้อีกต่างหาก ทำให้ได้รับการนับถือว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งวิชาการ” คนญี่ปุ่นจึงมักมาอธิษฐานขอพรเกี่ยวกับการศึกษากันที่เท็มมังงู โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่กำลังจะสอบ ศาลเจ้าโฮฟุเท็มมังงูเป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าชื่อดังของญี่ปุ่น ภายในศาลเจ้าเท็มมังงูทุกแห่งจะมีรูปปั้นวัว ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้รับใช้สุกาวาระโยะ มิจิซาเนะ ผู้คนที่มากราบไหว้สักการะเชื่อว่าหากเจ็บตรงไหนของร่างกาย ถ้าลูบตรงส่วนเดียวกันของรูปปั้นวัวจะทำให้ส่วนนั้นหายเจ็บ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าถ้าลูบหัวของรูปปั้นวัวแล้วก็จะช่วยให้หัวดีขึ้นด้วยนะ

เวลาเปิด – ปิด : 09.30 น. – 16.00 น.
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 300 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Houfu เดินอีกประมาณ 15 นาที

5. สะพานคินไตเคียว (錦帯橋)

สะพานไม้โบราณที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองอิวาคุนิ ลักษณะของสะพานแห่งนี้คือสะพานไม้ 5 โค้ง กว้าง 5 เมตร 8 ความยาวทั้งหมด 193.3 เมตร และที่สำคัญคือเป็นการสร้างแบบโบราณที่ใช้การเข้าชิ้นด้วยสลัก ไม่ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว สะพานคินไตเกียวมีความสวยงามตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจะบานสะพรั่งเต็มสองฝั่ง จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นด้วย

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Gantokusenkawanishi เดินประมาณ 15 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Kintaikyo

6. ปราสาทฮางิ (萩城)

 

ปราสาทฮางิเป็นปราสาทประจำตระกูลโมริ สร้างเสร็จในปี ค.ศง 1604 และถูกทำลายลงตอนปลายศตวรรษที่ 19 ในปัจจุบันจึงเหลือเพียงแค่คูเมืองและกำแพงปราสาทที่ตั้งอยู่ในสวนสาธรณะชิซูกิที่มีพื้นที่กว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าและโรงน้ำชา ที่เพื่อน ๆ สามารถดื่มน้ำชาเขียวได้อย่างเพลิดเพลิน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปราสาทแห่งนี้ถือเป็นจุดชมดอกซากุระที่สวยงาม และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองหรือนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

เวลาเปิด – ปิด : 08.00 น.​ – 18.30 น. / โรงน้ำชา 09.30 น.​ – 16.30 น. *เปิดเฉพาะเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดราชการในเดือนมีนาคม – เดือนพฤศจิกายน
ค่าเข้าชม :  210 เยน / ดื่มชาเขียว 500 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Higashi Hagi เดินประมาณ 45 นาที หรือขึ้นรถ Maru Bus สายทิศตะวันตก ลงที่ป้าย Shizukikoen Iriguchi แล้วเดินอีกประมาณ 5 นาที

7. เมืองฮางิโจคะมาจิ (萩城下町)

 

เป็นเมืองที่ตั้งอยู่รอบปราสาทฮางิที่ยังคงลักษณะของเมืองเก่าเอาไว้ ทั้งกำแพงหิน คูเมือง ประตูและบ้านของซามูไรทั้งในรูปแบบเดิมและส่วนที่บูรณะขึ้นมาใหม่ บริเวณเส้นทางของเมืองปราสาทฮางิก็ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี รวมถึงถนนของเมืองที่ยังคงเรียงรายไปด้วยร้านค้าในอดีต ทำให้ที่นี่ได้รับการบันทึกให้เป็นมรดกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสมัยเมจิของญี่ปุ่น เพื่อน ๆ จะได้พบกับกำแพงสีขาวและรั้วกระดานไม้สีดำ การเดินกินลมชมวิวรอบ ๆ และสัมผัสกับบรรยากาศที่สวยงามนี้จะทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปเดินเล่นอยู่ในสมัยก่อนเลยละ

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Higashi Hagi เดินประมาณ 20 นาที

 

8. เตาหลอมเหล็ก (萩反射炉)

สิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลกตานี้คือเตาหลอมเหล็กที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอมปืนใหญ่ของทหารในสมัยก่อน โดยจะมีฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ค่อย ๆ แคบขึ้นไปทีละนิด แยกออกเป็น 2 ปล่อง ทำจากหินภูเขาไฟและก้อนอิฐที่เรียงขึ้นไปจนมีความสูง 11.5 เมตร ด้วยความที่เป็นสิ่งก่อสร้างในอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่จึงได้รับการบันทึกให้เป็นมรดกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสมัยเมจิของญี่ปุ่น

เวลาเปิด – ปิด : 09.00 น.​ – 17.00 น.
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Higashi Hagi เดินประมาณ 20 นาที

9. อุทยานอากิโยชิได (秋吉台)

ตั้งอยู่ในเมืองมิเนะ เป็นพื้นที่ราบสูงที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยหินปูนน้อยใหญ่ ซึ่งเมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อนเคยเป็นแนวปะการังมาก่อน จนเมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกดันขึ้นมาเป็นที่ราบสูง ส่วนหินปูนก็ถูกกัดเซาะด้วยน้ำฝนจากก้อนใหญ่ ๆ ก็กลายเป็นกองหินปูนหลากขนาดหลายรูปทรง วิวทิวทัศน์ ณ อุทยานแห่งนี้คล้ายว่าเรากำลังอยู่ในป่าหินที่หาชมได้ยาก ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถชมความสวยงามทางธรรมชาติในฤดูกาลที่แตกต่างกันได้ ไม่ว่าจะฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่เป็นสีเขียวขจี หรือช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงเหลืองในฤดูใบไม้ร่วง และสีขาวโพลนของหิมะที่ปกคลุมทั่วพื้นที่ในฤดูหนาว จึงถือว่าเป็นเสน่ห์ของที่ราบสูงแห่งนี้

การเดินทาง : จากสถานีรถฟไฟ Shin Yamaguchi นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Akiyoshido และเดินอีกประมาณ 30 นาที

10. ถ้ำอากิโยชิโด (秋芳洞)

 

เป็นถ้ำหินปูนที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย มีความยาวรวม 9 กิโลเมตร แต่เปิดให้เข้าชมได้แค่ 1 กิโลเมตร แต่ถึงจะได้เข้าเพียงแค่ 1 กิโลเมตรก็คุ้มกับความมหัศจรรย์ของถ้ำแห่งนี้แล้ว ภายในถ้ำมีหินย้อยรูปทรงต่าง ๆ ให้เราได้จินตนาการกันว่าเหมือนอะไรน้าา~ แล้วตามแต่ละจุดก็จะมีชื่อให้ด้วย จุดไฮไลท์ของที่นี่คือ Hyakumaizara ความหมายคือ จานหนึ่งร้อยใบ เป็นบึงหินปูนนับร้อยที่มีลักษณะแบนราบเหมือนจานเรียงตัวเป็นชั้น ๆ และเสาหินย้อยทองคำที่สูงถึง 15 เมตร อุณหภูมิภายในถ้ำอยู่ที่ 17 องศาตลอดทั้งปี เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเป็นเวลานานกว่าสามแสนปี จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ถึงแม้จะไปช่วงฤดูร้อนแต่ก็ยังสัมผัสกับความเย็นได้

เวลาเปิด – ปิด : 08.30 น. – 17.30 น. (เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ ปิด 16.30 น.)
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 1,200 เยน เด็กมัธยม 950 เยน เด็กประถม 600 เยน  *ถ้าจะเข้าชมหลัง 16.30 น. จะต้องเสียเพิ่ม 100 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Shin Yamaguchi นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Akiyoshido

เป็นยังไงกันบ้างคะ สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดยามากุจิน่าไปเนอะ ถึงแม้จังหวัดยามากุจิอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนักแต่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายที่เลย ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่มีแพลนไปญี่ปุ่นก็อย่าลืมไปที่จังหวัดนี้กันนะคะ ไม่แน่น้า ถ้าได้ลองไปเยือนที่นี่สักครั้งอาจจะติดใจจนอยากจะกลับไปอีกหลาย ๆ รอบเลยก็ได้

รู้หรือไม่?? ในสนามบินชินจิโตเซะมีออนเซนราคาประหยัดให้ใช้บริการด้วยนะ

รู้หรือไม่?? ในสนามบินชินจิโตเซะมีออนเซนราคาประหยัดให้ใช้บริการด้วยนะ

“ฮอกไกโด” เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นอย่างมาก ของขึ้นชื่อของฮอกไกโดคงหนีไม่พ้นขนมและอาหาร แต่นอกเหนือจากของกิน ฮอกไกโดยังขึ้นชื่อเรื่องแหล่งออนเซน หรือบ่อน้ำร้อนธรรมชาติอีกด้วยนะคะ

ชาวญี่ปุ่นถือว่าออนเซนของฮอกไกโดคือออนเซนที่มีคุณภาพ หลายคนอาจติดภาพโรงแรมที่มีบ่อออนเซนให้บริการในราคาสูง แถมยังอยู่ห่างไกล เดินทางไม่สะดวก แต่รู้หรือไม่ว่าคุณสามารถสัมผัสออนเซนของฮอกไกโดได้ตั้งแต่ย่างเท้าเข้าสู่ฮอกไกโดกันเลยทีเดียว เพราะที่สนามบินชินจิโตเซะ (Shinchitose) เขามีบ่อน้ำแร่ออนเซนให้บริการกันในสนามบินกันเลยละค่ะ

 

อาคาร Terminal ของสนามบินชินจิโตเซะนั้น นอกจากจะมีร้านอาหารและของฝากเปิดให้บริการแล้ว ยังมีทั้งธีมพาร์ค ไปจนถึงโรงภาพยนตร์อีกด้วย โดยที่บริเวณชั้น 4 ในโซนสปา ยังมี “Shinchitose Airport Onsen” สำหรับคนที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางได้มาพักผ่อนใช้บริการกัน ซึ่งถ้าหากจ่ายค่าบริการช่วงดึกเพิ่มเพื่อนๆ ก็จะสามารถใช้บริการได้จนถึง 9 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เหมาะมากๆสำหรับผู้ที่มีไฟลท์บินเวลาดึกหรือเช้ามืด ที่พิเศษสุดๆ ก็มีอาหารเช้าให้บริการฟรีอีกด้วย

เพียงแค่เพื่อนๆ ชำระค่าบริการ  ฝากกระเป๋าสัมภาระไว้ที่ประชาสัมพันธ์ นำของมีค่าไปเก็บไว้ในล็อคเกอร์ เลือกชุดยูกาตะที่ตัวเองถูกใจ ก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้แล้วค่ะ ด้านในจะมีแชมพู ครีมนวด โลชั่นบำรุงผิว และของที่จำเป็นทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว แถมยังมีบริการเครื่องดื่ม ชา กาแฟ ให้บริการฟรี

 

นอกจากจะมีออนเซนให้บริการลงแช่แล้ว ยังมีบ่อน้ำแร่กลางแจ้งอีกต่างหาก เมื่อแช่น้ำร้อนเสร็จแล้วหากรู้สึกหิว ก็สามารถหาอะไรทานได้ในได้ เพราะสวนอาหารของที่นี่เปิดให้บริการกันถึงตี 3 กันเลยทีเดียว และยังมีมุมให้นั่งเงียบๆอ่านหนังสือได้อีกด้วยนะ ด้านในยังมีร้านให้บริการนวดตัว นวดแผนไทย สครับผิว ให้บริการดูแลผิวกันแบบครบวงจร เพียงแค่จ่ายเงินเพิ่มเติม แทบจะลืมไปเลยว่ากำลังอยู่ในสนามบิน

 

 

ภายในออนเซนยังมีห้องส่วนตัวแบบ single และ double ให้ได้พักผ่อนกันแบบส่วนตัว มีเก้าอี้เอนตัวให้ได้งีบหลับ เหมือนกับเวลาไปให้บริการออนเซนราคาแพงเลย แถมที่นี่ยังมีห้องเฉพาะสำหรับผู้หญิง สาวๆคนไหนที่เดินทางคนเดียว ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยเลยละค่ะ    UFABET เว็บตรง

นอกจากนี้ใครที่กังวลว่าจะหลับสบายเกินจนลืมตื่นตอนเช้าก็ไม่ต้องเป็นกังวลเลย เพราะที่นี่เขาจะมีประกาศแจ้งเริ่มการให้บริการอาหารเช้าดังทั่วออนเซน ปลุกทุกคนให้ตื่นมาทานอาหารเช้ากัน

หากใครได้มีโอกาสแวะไปที่ซับโปโร อย่าใช้บริการสนามบินชินจิโตเซะเพียงแค่ขึ้นหรือลงเครื่องบินเฉยๆ นะคะ เพราะที่นี่มีบริการอื่นๆที่นอกเหนือจากร้านค้าปลอดภาษีให้บริการอีกมากมาย ทั้งร้านอาหารแสนอร่อย ร้านขนมของฝาก และออนเซนที่เราเอามาแนะนำกันในครั้งนี้ พูดแล้วก็อยากไปฮอกไกโดอีกจังเลยค่ะ…..

เที่ยวสนุก ครบ จุใจ ที่สวนสาธารณะฮิโรซากิ

เที่ยวสนุก ครบ จุใจ ที่สวนสาธารณะฮิโรซากิ

หากเพื่อนๆ ได้ไปเยือนจังหวัดที่อยู่ทางตอนเหนือเกือบสุดของประเทศญี่ปุ่นอย่างจังหวัดอาโอโมริ เชื่อว่าหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ไม่ไปไม่ได้แห่งหนึ่งก็คือ “สวนสาธารณะฮิโรซากิ” นั่นเอง เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นที่ตั้งของ “ปราสาทฮิโรซากิ” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแล้ว ก็ยังเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย คราวนี้ ANNGLE ขออาสาพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวสวนสาธารณะฮิโรซากิเองค่ะ

สวนสาธารณะฮิโรซากิ

Photo by Outside The Room

สวนสาธารณะฮิโรซากิ (Hirosaki Park 弘前公園) เป็นสวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองฮิโรซากิ จังหวัดอาโอโมริ มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 492,000 ตารางเมตร ภายในสวนมีทั้งปราสาทฮิโรซากิ หอคอยยากุระ สวนพฤกษชาติ สะพานขนาดใหญ่ และคูน้ำที่สามารถลงไปพายเรือชมสวนได้ เป็นต้น ทำให้สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสถานที่สำคัญสำหรับจัดงานเทศกาลสำคัญๆ ตลอดปี

Photo by Outside The Room

สำหรับเทศกาลที่ได้รับความนิยมมากๆ คงหนีไม่พ้นเทศกาลชมดอกซากุระในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผู้คนมากมายต่างพากันไปชมความงดงามของดอกซากุระมากกว่า 2,600 ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของผิวน้ำที่ปกคลุมไปด้วยกลีบดอกซากุระจนกลายเป็นสีชมพูสวยงามเหนือจินตนาการ

นอกจากในฤดูใบไม้ผลิแล้ว สวนสาธารณะฮิโรซากิเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลอื่นๆ อย่างเช่น Hirosaki Castle Autumn Festival ในฤดูใบไม้ร่วง และ Hirosaki Castle Snow Lantern festival ในฤดูหนาว ซึ่งแต่ละฤดูกาลก็มีเสน่ห์สวยงามไม่แพ้กัน และมีการเปิดไฟประดับหรือไลท์อัพในเวลากลางคืนด้วย

ปราสาทฮิโรซากิ

Photo by Outside The Room

ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle 弘前城) ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะฮิโรซากิ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1611 โดยตระกูลสึการุ ผู้ปกครองแคว้นในเวลานั้น เดิมทีเป็นปราสาทสูง 5 ชั้น แต่ถูกฟ้าผ่าจนอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม เวลาผ่านไปกว่า 200 ปีจนถึงราวปีค.ศ. 1810 จึงได้มีการสร้างขึ้นใหม่เป็นปราสาท 3 ชั้นอย่างที่เห็นทุกวันนี้

ปราสาทฮิโรซากิเป็นปราสาทเพียงหลังเดียวในภูมิภาคโทโฮคุที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันนับจากยุคเอโดะ โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮิโรซากิ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกชาติด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1952

รายละเอียด
ที่ตั้ง: 1 Shimoshiroganechō, Hirosaki, Aomori
การเดินทางจากสถานี JR Hirosaki:

  • เดิน ประมาณ 30 นาที
  • แท็กซี่ ประมาณ 10 นาที
  • บัส 15 นาที แล้วเดินต่ออีก 5 นาทีจาก Shiyakusyo-mae

ค่าเข้าสวนสาธารณะและปราสาท: ผู้ใหญ่ 310 เยน เด็ก 100 เยน
เวลาทำการ: ทุกวัน เวลา 9.00-17.00 น. *ช่วงเทศกาลซากุระเปิด 7.00-21.00 น.
วันหยุดฤดูหนาว: 24 พ.ย. – 31 มี.ค.
เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ): hirosakipark.jp

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจรอบๆ สวนสาธารณะฮิโรซากิ

หอสมุดเก่าเมืองฮิโรซากิ (Former Hirosaki City Library)

 

หอสมุดเก่าแก่คู่เมืองฮิโรซากิแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชัยชนะในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นในปีค.ศ. 1906 และถูกใช้เป็นห้องสมุดเมืองจนถึงปีค.ศ. 1931 ตัวอาคารมี 3 ชั้นพร้อมหอคอยทรงแปดเหลี่ยมคู่ที่สร้างขึ้นในสไตล์เรเนสซองที่ให้กลิ่นอายยุโรปผสมจีน จึงดูมีเสน่ห์และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาให้หยุดเก็บภาพเป็นที่ระลึก

Tsugaru-han Nebuta Village

 

 

หมู่บ้านหัตถกรรมที่นักเที่ยวจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมในท้องที่ซึการุ (บริเวณแหลมทางเหนือสุดของจังหวัดอาโอโมริ) ผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศกาลที่จัดแสดงเกี่ยวกับประเพณีแห่โคมเนบุตะ ที่เราสามารถลองตีกลองไทโกะ (กลองญี่ปุ่น) พร้อมกับนักดนตรีเนบุตะได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีโชว์ซอสามสายแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ชามิเซน” ให้ได้รับชมอีกด้วย

เท่านั้นไม่พอ ที่นี่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ลงมือทำอีกมากมาย รวมไปถึงโซนขายของที่ระลึกที่มีตั้งแต่ผลงานศิลปะเก๋ๆ ไปจนถึงของอร่อยประจำจังหวัดอย่างแอปเปิ้ล ผักสารพัดชนิด และข้าวสารให้เลือกซื้อได้อย่างอิสระ

เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ) : neputamura.com

เป็นยังไงบ้างคะ ไปสวนสาธารณะฮิโรซากิแค่ที่เดียวก็เที่ยวได้ตั้งมากมาย เรียกว่าไปที่เดียวคุ้มและอยู่ได้ทั้งวันเลยละค่ะ ที่แนะนำไปนี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดนะ ยังมีที่เที่ยวทั้งภายในสวนและรอบนอกอีกหลายแห่ง ไว้มีโอกาสจะพาไปเที่ยวแบบเจาะลึกยิ่งกว่านี้นะคะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

แนะนำ Joyful Train: ให้ความคิดถึงบ้านพาย้อนเวลาไปกับ Oykot!

แนะนำ Joyful Train: ให้ความคิดถึงบ้านพาย้อนเวลาไปกับ Oykot!

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ รวมถึงบทความรีวิวรถไฟ Joyful Train ซีรี่ย์รถไฟที่มีรถไฟทั้งหมด 13 คันที่ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะเท่านั้น แต่รถไฟแต่ละขบวนต่างมีธีมเฉพาะของตัวเองที่จะมาสร้างความสนุกเพลิดเพลินให้กับการเดินทาง

สำหรับบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จัก Oykot รถไฟ Joyful Train ของ JR East ผ่านการรีวิวจากคุณ Nazrul Buang นักเขียนชาวสิงคโปร์ผู้หลงรักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับ Oykot นี้จะมีอะไรบ้าง ไปอ่านรีวิวกันเลยค่ะ

ให้ความคิดถึงบ้านพาย้อนเวลาไปกับ Oykot!

oykot
รถไฟ Oykot ขณะวิ่งไปตามทางชนบทที่เงียบสงบ (Image credit: JR East)

รถไฟ Oykot เป็นรถไฟที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นชนบทที่เรียบง่ายในญี่ปุ่นและการพาผู้คนเดินทางกลับไปยังชนบท ด้วยธีมที่สื่อถึงบ้านเกิด (故郷, furusato) ที่แฝงอยู่ในขบวนรถ การนั่งรถไฟขบวนนี้จึงชวนให้หวนคิดถึงอดีตพร้อมกับเยียวยาจิตใจของผู้โดยสารไปด้วยในตัว หัวใจหลักในธีมของ Oykot คือการทำให้ผู้โดยสารนึกถึงบ้านของปู่ย่าตายาย กล่าวคือ การดึงความทรงจำที่อบอุ่นที่สุดของผู้โดยสารออกมาให้ได้สัมผัสกัน

ที่สำคัญ ถ้าสังเกตดูดีๆ จะพบว่า Oykot คือการสะกดคำว่า “Tokyo” แบบกลับหลัง ซึ่งเหตุผลเบื้องหลังนั้นเป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก นั่นเพราะพื้นที่รอบๆ ทางรถไฟสาย Iiyama ที่ Oykot วิ่งผ่านนั้นมีบรรยากาศที่ตรงกันข้ามกับโตเกียวโดยสิ้นเชิง ในขณะที่โตเกียวเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองใหญ่ที่พลุกพล่านและวุ่นวาย พื้นที่บริเวณทางรถไฟสาย Iiyama นั้นกลับตรงกันข้าม เพราะที่นั่นมีบรรยากาศที่เงียบสงบชวนผ่อนคลาย โดยไม่มีป้ายโฆษณาที่รกตาหรือการจราจรที่หนวกหูมารบกวนแต่อย่างใด ดังนั้น Oykot จึงเป็นการสะกดคำว่า Tokyo กลับหลังเพื่อสื่อถึงความแตกต่างจากเมืองอย่างโตเกียว

oykot nozawana
โนสะวานะ ผักดองชนิดหนึ่ง (Image credit: JR East / Nazrul Buang)

ผู้โดยสารบนรถไฟ Oykot จะได้รับโนสะวานะ (のざわな) ซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งและเป็นหนึ่งในตัวแทนของพื้นที่ชินชู (นางาโนะ) มาเสิร์ฟคนละกล่อง เป็นอะไรที่ผมคิดว่าน่าประทับใจดี เพราะจะมีวิธีไหนที่จะช่วยให้เราสัมผัสบรรยากาศชนบทได้ดีไปกว่าการลิ้มรสอาหารของท้องที่บนรถไฟ! ที่สำคัญ อาหารยังถูกเสิร์ฟโดยพนักงานหญิงบุคลิกอบอุ่นที่แต่งชุดพื้นบ้านเพื่อให้ได้บรรยากาศของบ้านเมืองท้องถิ่นอีกด้วย ผมไม่ได้พูดเล่นๆ นะ แต่พนักงานหญิงเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขาเป็นคุณย่าคุณยายของผมจริงๆ !

พนักงานหญิงของ Oykot ที่ถ่ายรูปคู่กับ Carissa (Image credit: JR East / Carissa Loh)

หนึ่งในไฮไลท์ของการนั่ง Oykot อยู่ที่สถานี JR Iiyama Station (JR飯山駅, อียามะเอกิ) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีที่รถไฟจะหยุดแวะ ที่สถานีนี้ผู้โดยสารสามารถลงจากรถเพื่อชมงานนาฬิกาที่ประณีตได้ที่ Karakuri Clock โดยทุกครั้งที่นาฬิกาตีขึ้นชั่วโมงใหม่ เราสามารถชมและฟังตุ๊กตาไขลานออกมาเต้นจำลองการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นโดยมีเพลง “Furusato” เพลงพื้นบ้านยอดนิยมที่ประพันธ์โดย Takano Tatsuyuki (ผู้มาจากนากะโนะ เมืองข้างๆ Iiyama) บรรเลงคลออยู่เบื้องหลัง

karakuri clock
นาฬิกา Karakuri Clock ที่ดูราวกับมีชีวิตขึ้นมา ณ JR Iiyama (Image credit: JR East / Nazrul Buang)

โดยรวมแล้ว การนั่งรถไฟ Oykot นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ขณะนั่งในขบวนรถไฟที่เรียบง่ายนี้ ผมรู้สึกราวกับเวลาได้หยุดลง ผมมาจากสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่กาลเวลาดูผ่านไปไวมาก และผมคิดว่าการนั่งรถไฟขบวนนี้คงเป็นประสบการณ์ที่พิเศษสำหรับใครก็ตามที่สงสัยว่าจะเป็นอย่างไร “เมื่อเวลาหยุดเดิน”

แต่ความสนุกของ Oykot ไม่ได้มีแค่นี้!

เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรีวิวเท่านั้น อ่านรีวิวแบบจัดเต็มจากคุณ Nazrul Buang ที่จะพาคุณสัมผัสความสนุกอีกมากมายที่ Oykot เตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นของอร่อยชวนคิดถึงบ้าน วิวชนบทสวยงาม และที่ท่องเที่ยวน่าแวะตามสถานีที่ Oykot วิ่งผ่าน รวมถึงทุกอย่างที่คุณต้องรู้เพื่อจัดทริปที่มี Oykot เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสีสันแห่งการเดินทาง! คลิก เดินทางย้อนเวลาไปกับ Oykot! จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST รีวิวโดยคุณ Nazrul Buang หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย  UFABET เว็บตรง

 

oykot banner